‘เพชร’ หลากมิติ



ทุกสิ่งที่เราเห็น ล้วนมีมุมมองหลายหลากเหมือน ‘เพชรบุรี’ เมืองท่องเที่ยวที่ทุกคน คุ้นเคย แต่อาจจะไม่เคยมองหาเส้นทางท่องเที่ยวมุมใหม่ แตกต่างไปจากจุดหมายหาดทรายชายทะเล คอลัมน์  ‘TRAVEL TREND TODAY’ ฉบับนี้ จะพาคุณไปสำรวจ ‘มิติใหม่’ ของ ‘เพชรบุรี’ ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

Rice field

เมื่อล้อหมุนมาถึงถนนพระราม 2 แทนที่จะขับตรงสู่ถนนเพชรเกษมไปเพชรบุรีตามความเคยชิน แนะนำให้ลองขับรถลัดเลาะไปตาม ‘เส้นทางลัดไปชะอำ’ ถนนเลียบชายฝั่งเชื่อมจังหวัดสมุทรสงครามสู่เมืองเพชร พอรถวิ่งผ่านสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองราวๆ 6 กิโลเมตร หรือก่อนถึงแยกวังมะนาวประมาณ 10 กิโลเมตร เห็นหลักกิโลเมตรที่ 72 เมื่อไหร่ ให้ชิดซ้ายเมื่อนั้น สังเกตปั๊มน้ำมัน ปตท.ไว้ให้ดี จากนั้นเลี้ยวซ้ายวิ่งไปตามถนนเส้นทางลัดไปชะอำได้เลย ตรงแยกมีป้ายบอกทางชัดเจน จากจุดนี้ไปถึงหาดเจ้าสำราญ ระยะทางรวมอยู่ที่ 49 กิโลเมตร ถึงเร็วกว่าเส้นวิ่งตรงปกติจากถนนเพชรเกษมซึ่งใช้ระยะทางไกลกว่า 16 กิโลเมตร

ทว่า ‘เสน่ห์’ ของเส้นทางลัดไปชะอำนี้ ไม่ได้อยู่ที่ระยะทางใกล้กว่า หรือประหยัดน้ำมันกว่า แต่อยู่ที่วิวข้างทางสวยๆ และวิถีความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่เกี่ยวพันกับทะเลในอีกหลากหลายมิติ ไม่ใช่แค่การออกเรือไปจับปลาอย่างที่เราคุ้นตา

พอขับรถมาถึงสามแยกหน้าวัดธรรมประดิษฐ์ ให้ขับตรงไปอีกราวๆ 7 กิโลเมตร จะถึง ‘ชุมชนยี่สาร’ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม แหล่งท่องเที่ยวไฮไลต์ของชุมชนยี่สาร คือ ‘วัดเขายี่สาร’ เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเสือแห่งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ราวๆ ปี พ.ศ.2246

ต้องออกแรงเดินขึ้นไปยังวัดซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ แห่งเดียวในสมุทรสงคราม ความโดดเด่นอยู่ตรงที่จิตรกรรมฝาผนังภายในโบสถ์ จนต้องยกนิ้วให้ช่างฝีมืออยุธยา ขณะที่วิหารอายุกว่า 300 ปี มีบานประตูวิหาร แกะสลักด้วยลายดอกไม้เลื้อยสุดแปลกตา ถือโอกาสเข้าไปสักการะหลวงพ่อปากแดง พระพุทธรูปปางมารวิชัยซึ่งประดิษฐานอยู่ภายใน รอบฐานเป็นลายปูนปั้น สันนิษฐานว่าคนรังสรรค์น่าจะเป็นช่างฝีมือชาวขอม เห็นได้จากการทาปากพระพุทธรูปสีแดงเปี่ยมเอกลักษณ์ นอกจากนี้ ภายนอกวิหารยังมีอีกจุดสำคัญให้ได้สักการะกัน คือ รอยพระพุทธบาท คาดว่าน่าจะจำลองมาจากองค์ทางเหนือ

เมื่อลงจากเนินเขาแล้ว อย่าเพิ่งไปไหน เลี้ยวเข้าชมของดีอย่าง ‘พิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร’ ทางวัดเลือกจัดแสดงของเก่าแก่หายากในศาลาการเปรียญเก่า เข้าไปแล้ว จะได้เห็นการจำลองพวกเครื่องไม้เครื่องมือทำมาหากินต่างๆ ของคนสมัยก่อน อย่างเตาเผาถ่านไม้โกงกาง ซึ่งถือเป็นอาชีพเฉพาะถิ่นของที่นี่ นอกจากนี้ ยังมีข้าวของเครื่องใช้ในพระพุทธศาสนาด้วย เช่น เครื่องลายคราม สมุดใบลาน และอื่นๆ

ไปกันต่อที่จุดหมายแปลกหูอย่าง ‘บางตะบูน’ ปากแม่น้ำน้อยๆ ก้นอ่าวไทย พิกัดตั้งอยู่ในอำเภอบ้านแหลม ที่นี่คือแดนฟาร์มหอยแครงอันเลื่องชื่อ เนื่องจากดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำบางตะบูนแห่งนี้ คึกคักไปด้วยดินเลนคุณภาพคับแก้ว ไหนๆ ที่นี่ก็อุดมไปด้วยหอยแครงแล้ว  จึงนึกสนุกอยากลองไปจับหอย แต่เอาไว้ก่อนดีกว่า แดดแรงจ้าขนาดนี้ เกรงว่าลมจะจับเอาเสียก่อนจับหอยได้ครบสิบตัวน่ะสิ

เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ของบางตะบูนได้ไม่ทันไร เหมือนหลุดมายังอีกดินแดนที่เต็มไปด้วยสีขาวโพลนทั้งสองข้างทาง ตลอดระยะทางกว่า 25 กิโลเมตร หนาแน่นไปด้วยนาเกลือสุดลูกหูลูกตา ความพิเศษของถนนเส้นนี้ ไม่ได้มีดีแค่ความขาว แต่อยู่ที่วิถีชีวิตของชาวบ้านที่สืบทอดอาชีพการทำนาเกลือมาอย่างยาวนานเป็นร้อยปี จนทำให้อำเภอบ้านแหลมแห่งนี้ ติดอับดับพื้นที่ทำนาเกลือมากที่สุดในไทย

อุตส่าห์ปรับเส้นทางเที่ยว ลัดเลาะมาตามเส้นทางลัดไปชะอำทั้งที จะไม่แวะ ‘โครงการวิจัยตามแนวพระราชดำริแหลมผักเบี้ย’ ก็กระไรอยู่ เพราะที่นี่เป็นถึงแหล่งเรียนรู้สำคัญเกี่ยวกับธรรมชาติฝั่งชายทะเล โดยเฉพาะความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก จนอาจคาดไม่ถึงด้วยซ้ำ ทั้งช่วยอนุบาลสัตว์น้ำ ให้ได้เติบโตเวียนว่ายในห่วงโซ่อาหารอันสมบูรณ์แล้ว ยังช่วยบำบัดเหล่าบรรดาน้ำเสียก่อนไหลลงทะเลได้อีกด้วย ผ่านการวางระบบอันแยบคาย ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ “ให้ธรรมชาติเยียวยาธรรมชาติ”

เราเดินไปตามสะพานไม้ระแนงตัดผ่านต้นแสมน้อยใหญ่และป่าโกงกาง จะว่าไปแล้ว ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะกับพาลูกหลานในครอบครัวมาทัศนศึกษา เชื่อว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่เป็นอันต้องตื่นเต้นกับเจ้าปูมากมาย ทั้งปูก้ามด้าม ปูแสม และปลาตีนตัวใหญ่

ส่วนใครที่หลงรักกิจกรรมการดูนก บอกเลยว่าที่นี่เหมาะมาก แนะนำให้พกกล้องส่องทางไกลมาให้พร้อม เพราะที่แหลมผักเบี้ยแห่งนี้ มีนกสวยๆ ติด 10 อันดับแรกของแหล่งดูนกที่ดีที่สุดในประเทศ มีนกหายากอย่างนกเด้าดิน นกเด้าลม นกยางเปีย และอื่นๆ เราเดินชมนกชมไม้มาเรื่อยๆ ตามสะพานไม้ที่ยังคงทอดตัวยาวต่อเนื่อง กระทั่งเห็นวิวแหลมทรายยาวกว่า 3 กิโลเมตร กั้นระหว่างหาดทรายกับหาดโคลน

เป็นไปได้ว่าที่แห่งนี้ คือจุดกำเนิดทรายเม็ดแรกบนฝั่งอ่าวไทย ภาพชาวประมงเก็บหอยแครงและหอยตลับบนเวิ้งทะเลโคลนกว้างช่วงน้ำลง เวลาราวๆ บ่ายสาม ใครได้ไปเห็น เป็นอันต้องนึกสนุก อยากลองไปจับเจ้าหอย ที่กำลังซ่อนตัวอยู่ใต้โคลนตมด้วยมือตัวเองแน่นอน

ไม่รอช้า เราและเพื่อนร่วมทางก้าวยาวตรงไปที่ปลายสะพานทันที แล้วค่อยๆ เดินย่ำดินเลนจนโดนโคลนดูดไปค่อนขา มองจากจุดชมวิวเหนือสะพานไปยังจุดที่ชาวประมงเก็บ หอยกัน ก็นึกว่าจะใกล้ ที่ไหนได้ ใช้เวลากว่าสิบนาทีทีเดียวกว่าจะเดินไปถึง พอเข้ามาใกล้ ก็เพิ่งสังเกตเห็นเต็มตาว่าชาวประมงหลายคนเขามีเครื่องไม้เครื่องมือสุดเก๋ประกอบการเก็บหอย นั่นก็คือไม้กระดานเก่าๆ ได้อารมณ์เหมือนกระดานสเก็ตบอร์ด

โดยชาวประมงจะนอนคว่ำลงบนไม้ แล้วใช้มือทั้งสองข้างออกแรงดันให้แผ่นไม้ถลาไปเหนือดินเลน ไม่ต้องเสียเวลาในการย่ำเก็บหอยลงถังไปทีละก้าวเหมือนมือสมัครเล่นอย่างเรา หอยตัวไหนใหญ่ตามมาตรฐาน ชาวประมงก็จะเก็บลงถัง ซึ่งตั้งอยู่ข้างหน้าขณะนอนคว่ำบนไม้กระดาน ส่วนตัวไหน ยังโตไม่สะใจ ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ก็จะวางไว้ที่เดิม  เปิดโอกาสให้เจ้าหอยไปขุนตัวเองโตต่อไป จนกว่าเราจะมาพบกันใหม่…ชาวประมงคงพูดกับหอยตัวจ้อยในใจเช่นนี้


‘Phetchaburi’ in Different Perspective

พิพิธพภัณฑ์บ้านเขายี่สาร

Everything we see always has various dimensions similar to ‘Phetchaburi’; the highly familiar tourist city, but no one has a new perspective of this destination rather than sea, sand and sun. For this issue, ‘TRAVEL TREND TODAY’ would like to take you to explore the ‘New Perspective’ of ‘Phetchaburi’ that no one has ever experienced before.

When you drive the car on Rama 2 road, instead of going straight onto Petchkasem Road toward Phetchaburi province as usual, I would like to recommend taking a detour on ‘the shortcut to Cha-Am’; the coastal road to connect Samut Songkhram and Phetchaburi. After crossing the bridge over Mae Klong river approximately 6 km further or approximately 10 km before hitting Wang Manow Junction and after noticing Kilometer Stone No. 72, you will need to keep left and look for PTT gas station, then immediately make the left turn to the shortcut to Cha-Am. At this intersection, there is a clear guide post to indicate the total distance of 49 km to Haad Chao Samran beach which is considered 16 km shorter than taking Petchkasem Road.

The charms of this shortcut to Cha-Am besides shorter travel distance or better fuel save are the beautiful scenery on the roadside and wonderful lifestyles of villagers related to the sea in various dimensions rather than taking the boat to catch the fishes in the sea.

When you hit T-junction right in front of Wat Thampradit temple, then keep going straight for approximately 7 km you will arrive at ‘Yee San Community’ which is located in Amphawa district, Samut Songkhram province. The tourist attraction highlight of Yee San Community is ‘Wat Khao Yee San Temple’; the long lasting temple built in the reign of Phra Chao Suea at the end of Krung Sri Ayutthaya era, B.E. 2246. You will need to take a walk up to the temple which is located on the only short hill in Samut Songkhram

province. The major highlight at this temple is the remarkable mural inside the monastery which you  will be stunned by the Ayutthaya craftsmanship, while the monastery aged over 300 year old features the door panel carved with spectacular climbing flowering pattern. Inside the monastery places Luang Phor Pak Dang; the Buddha Image with the attitude of subduing Mara, while around the base of Buddha Image demonstrates stucco pattern which it is surmised this Buddha Image was created by Khmer craftsman since the Buddha Image wears unique red lipstick. Besides, outside the monastery features Buddha’s Footprint which was surmised as the reproduction from the North of Thailand.

After getting back down hill, you may visit ‘Baan Khao Yee San Museum’ which the temple chose to exhibit the rare items in the old sermon hall in the monastery. Inside the museum exhibits several duplications of the tools used for living of ancestors such as mangrove coal kiln which is considered as the local career here. Besides, there are several appliances in Buddhism such as porcelain kits, ancient palm leaf manuscripts, and many more.

The next stop is ‘Bang Ta Boon’; the small estuary at the bottom of the gulf of Thailand located in Baan Laem district. This place features the famous cockle farms since this Bang Ta Poon Delta is so rich with high quality clays. You may try to catch some cockles here if you wish to.

After enjoying the scenery of Bang Ta Boon for a while, then you will hit another zone where both sides of the road are so full with the salt fields for over 25 km travel distance. The distinction of this road session is not only overall white scenery, but also the lifestyle of villagers that passed on salt farming career for over a century which made Baan Laem district being ranked as Thailand’s greatest salt farming area.

Since taking a detour on the route to Cha-Am, you should not miss to visit ‘Laem Phak Bia Royal Project’. This place is an significant learning

source related to coastal side natures particularly for the richness of mangrove forest which is considered the most important source beyond our imagination because this place will not only look after aquatic animals to feed into the completed food chain, but also treat waste water before flowing into the sea through thoughtful system in accordance to the royal thought of H.M. King Bhumibol as “Let Nature Cures Nature”.

I walked down on the lath bridge cut through the bunch of mangrove trees which I thought this place is the right place to take all children in any family for a field trip. It makes believe that all  children and adults should be excited with a bunch of crabs such as fiddler crabs, Meder’s mangrove crab and big mudskippers.

For those who prefer bird watching activity, here is the right place for you. I would recommend you to carry on the telescope because Laem Phak Bia has many beautiful birds to watch which is ranked top 10 for the best bird watching place in Thailand. There are very rare birds such as pipit bird, wagtail, egretta garzetta, and many more. I took a walk over the long lying wooden bridge for sightseeing until seeing the view of the long sandy peninsula over 3 km blocking between the sandy and muddy beaches.

It might be possible that this place originated very first piece of sand on the Gulf of Thailand’s coast. The vision of fishermen picking up cockles and clams over the bend of broaden muddy sea during the ebb tide approximately 3.00 pm really invoke the sense of fun and made visitors want to catch those shells that are hiding themselves under the mud with their own hands.

Immediately, I and travel companions took long steps to the end of the bridge before softly  stepping down on the clay, then not long after that our legs totally got sucked up by the clay. When I observed from the vista point over the bridge down to the point where fishermen were picking up the shells, I thought they were close, however

it took us more than ten minutes to walk to those fishermen. When I was getting closer to them, I noticed many fishermen were using elegant tools to pick up shells which were the old typical wooden boards.

In addition, fisherman will lie prone over the wooden board and use both hands to push up the wooden board over the clay which they did not need to waste time to walk on the clay to pick up the shell like mine. If the size of shell reaches the standard, fisherman will put it in the bucket sitting right in front of the fisherman while he or she lying prone over the wooden board. If the size of the shell does not reach the standard, the shell will get a chance to live on longer until next time… That was the sentence fisherman spoke with that small shell in his mind

Comment Box