เดินทางพ่อ เรื่องเล่าจากดอยอินทนนท์



หลายคนเคยไปพิชิตดอยอินทนนท์ แต่จะมีสักกี่คนที่เคยไป “สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์” จำได้ว่าคำตอบที่เขียนในใบสมัครทริปเดินทางพ่อเป็นประมาณนี้

เดินทางพ่อ Walk Of The King เป็นโครงการที่ได้คัดเลือกคนรุ่นใหม่จำนวน 100 คน เดินทางไปตามรอยพ่อใน 5 สถานที่ (20 คน/ทริป) ได้แก่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โครงการหลวงแม่ลาน้อย สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน เพื่อสานต่อสิ่งที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงทำด้วยการส่งต่อมุมมองใหม่จาก 5 สถานที่ ซึ่งการเดินทางพ่อนี้เป็นหนึ่งในโครงการสานต่อที่พ่อทำ

น้ำตกในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน

โชคดีที่ได้เป็น 1 ใน 5,000 คน

สมุดจดมุงหลังคาจำนวน 20 แผ่น ถูกแจกพร้อมปากกาสีดำให้แก่ผู้ร่วมทริปทั้ง 20 คน มันเป็นกระดาษถนอมสายตาไร้เส้น ซึ่งได้เขียนประเดิมกระดาษหน้าสุดท้ายไว้ว่า

“11 พ.ย. 59 หมอก เย็น อาหารอร่อย ดอกไม้สวย แปลงปลูกดอกไม้ การพัฒนา การแก้ไขปัญหา ฝิ่น ต้นไม้ ในหลวงคือต้นไม้ ความรู้สึกแรกคือ ความร่มเย็น”

บทสรุปหลังจากอยู่ที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อความที่เขียนขึ้นหลังได้คุยกับ พี่ แดงศรี จุลศิริ นักปรับปรุงพันธุ์ไม้ดอก ของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ เธอได้ปวารณาตนเป็น เกษตรกรของแผ่นดิน

ช่องทางลมของป่าสังเกตได้จากกิ่งก้านของต้นไม้

เธอเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯ มายังโครการหลวงอินทนนท์เมื่อปี 2512 ซึ่งในขณะนั้นอินทนนท์มีสภาพเป็นเขาหัวโล้น ชาวบ้านชาวปกาเกอะญอและชาวม้งทำไร่ฝิ่นและไร่เลื่อนลอยเพื่อยังชีพ พระองค์จึงมีพระราชประสงค์ที่จะช่วยเหลือชาวเขาเหล่านั้นให้มีพื้นที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง จึงได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ทางด้านการเกษตรแผนใหม่ ด้วยการหันมาทำการเกษตรแบบถาวรเพื่อปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ต่อมาพระองค์มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์” ขึ้นในปี 2522 บริเวณบ้านขุนกลาง เพื่อเป็นสถานีวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวง ดำเนินงานวิจัยด้านไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผัก และไม้ผล รวมทั้งถ่ายทอดผลงานวิจัยไปสู่การส่งเสริมให้เป็นรายได้ของครอบครัวเกษตรกร พร้อมกับการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานด้านสังคมและการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารควบคู่กันไป และโปรดให้เป็น “สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์” ในปี 2550

ต้นทางของดอกไม้

ปัจจุบันสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านงานวิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน แยกย่อยเป็น งานวิจัยจำพวกไม้ดอกและไม้ประดับที่ได้พัฒนาและรวบรวมสายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อจำหน่ายเป็นไม้ตัดดอกและไม้ตัดใบ ประเภทผักที่มีการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ต้านทานโรค ประเภทพืชไร่ที่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพันธุ์ข้าว ประเภทไม้ผลที่ได้ปรับปรุงเพื่อทดสอบสายพันธุ์ใหม่ให้ทนต่อการปลูกบนที่สูงของประเทศไทย เช่น เซเลอรี่ เฟนเนล มะเขือเทศโครงการหลวง ซุกินี เคพกูสเบอรี่ เสาวรส และประเภทส่งเสริมงานประมงบนพื้นที่สูงอย่าง ปลาเทราต์สายรุ้ง และปลาสเตอร์เจียน

พวงมะเขือเทศลูกโตส่งโครงการหลวงในบ้านผาหมอน

ด้านที่สองคือ การเป็นศูนย์การเรียนรู้การเกษตรบนพื้นที่สูง เพื่อส่งเสริมให้ผลงานวิจัยของสถานีเผยแพร่ไปยังชุมชนและผู้สนใจ ทั้งการจัดแสดงรวบรวมพันธุ์ไม้บนที่สูง งานผลิตพืชและไม้กระถาง และงานวิจัยประมงบนพื้นที่สูง

และสุดท้ายในด้านการดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรชาวไทยภูเขาไปพร้อมกับการฟื้นฟูอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยมีการส่งเสริมปลูกพืชไร่ งานหัตถกรรม งานท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ งานเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน งานฟื้นฟู และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

กลุ่มเมฆลอยเหนือโรงเรือนดอกไม้บนดอยอินทนนท์

โดยสรุปคือ ต้นทางของดอกไม้ เกิดขึ้นจากการวิจัยปลูกพืชต่างถิ่นที่เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งไม้ดอกและไม้ผล ซึ่งต้องวิจัยให้ได้พันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ก่อนจึงนำไปสู่ขั้นตอน การขยายพันธุ์ เมื่อวิจัยจนได้พันธุ์ที่แข็งแรง สถานีฯ จะขยายพันธุ์เพื่อแจกจ่ายให้ชาวบ้าน พร้อมๆ กับขั้นตอนสุดท้าย การส่งเสริมชาวบ้านให้ปลูก และเมื่อพืชผลงอกงามพร้อมขาย ทางโครงการหลวงจะรับซื้อไว้ทั้งหมดเพื่อนำไปขายทั่วประเทศ

ต้นทางของกาแฟ

เมล็ดพันธุ์ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงหว่านไว้เมื่อ 37 ปีก่อน วันนี้ได้เติบโตสูงใหญ่เป็นต้นไม้ที่แข็งแรงและแผ่ขยายรากออกไปไกลทั่วทุกหมู่บ้านอย่างที่ บ้านหนองหล่ม

โรงเรียนจัดแสดงพันธุ์ เช่น ฟิวเซีย บีโกเนีย เป็นต้น

หมู่บ้านเล็กๆ กลางป่าใหญ่ที่ยากแก่การสัญจรและติดต่อสื่อสาร ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จฯ มาถึง 3 ครั้ง และผู้ที่คอยรับเสด็จทุกครั้งคือ คุณตา พะโย่ ตาโร อดีตผู้ใหญ่บ้านหนองหล่ม ตาพะโย่ กล่าวว่า เมื่อมีรับสั่งถามถึงต้นกาแฟ จึงได้นำทางไปทอดพระเนตรต้นกาแฟ 2-3 ต้นหลังบ้าน ทรงมีรับสั่งสอนให้มีการใส่ปุ๋ย และนำหญ้ามาใส่โคนต้น จากนั้นตาพะโย่ได้นำเมล็ดกาแฟทูลเกล้าถวายพระองค์ 2-3 กก. และทรงทอดพระเนตรเห็นว่าเมล็ดกาแฟมีความสมบูรณ์ดี ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือได้ จึงมีรับสั่งให้ส่งเสริมการปลูกกาแฟโดยใช้เมล็ดที่ตาพะโย่นำมาทูลเกล้าถวาย ไปวิจัย และนำกลับคืนให้ชาวบ้านนำไปปลูกต่อ ต่อมาในปี 2525 ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จทอดพระเนตรแปลงกาแฟที่ขุนวาง (ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ในปัจจุบัน) และทรงมีพระราชดำริให้กรมวิชาการเกษตรพัฒนาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพที่สูงของประเทศไทยเพื่อปลูกทดแทนฝิ่นบนพื้นที่สูง จึงกล่าวได้ว่า เมล็ดกาแฟของตาพะโย่ คือ ต้นทางของการปลูกก้าแฟอราบิกาในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 24 ศูนย์

“ฝิ่นไม่มีแล้ว ป่าอยู่ได้ ในหลวงบอกว่าให้ปลูกกาแฟไป อีกปีสองปีจะเห็นว่าพัฒนา” ตาพะโย่ กล่าวและเล่าต่อว่า พระองค์ตรัสให้สานต่อการปลูกกาแฟเพื่อเป็นตัวอย่างแก่คนอื่น เพราะกาแฟมีราคาดี สภาพพื้นที่เหมาะสม ปลูกแล้วป่าอยู่ได้ และน้ำก็ยังอยู่คง

โรงเรียนจัดแสดงพันธุ์ เช่น ฟิวเซีย บีโกเนีย เป็นต้น

เช่นเดียวกันกับหมู่บ้านผาหมอน ที่ได้รับการส่งเสริมให้ปลูกกุหลาบ กาแฟ และมะเขือเทศ จนกลายเป็นอาชีพหลักของคนในหมู่บ้าน และหมู่บ้านแม่กลางหลวงที่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเปลี่ยนไร่ฝิ่นให้เป็นนาข้าวกว่า 10 สายพันธุ์ ทำให้ชาวบ้านมีข้าวกินและมีรายได้จากการขายเมล็ดกาแฟ

ต้นทางของสายธาร

ผลลัพธ์ของการรักษาป่าคือ น้ำ ป่าต้นน้ำจึงสำคัญต่อทุกชีวิตตั้งแต่คนต้นน้ำ กลางน้ำ และคนปลายน้ำอย่างคนกรุงเทพฯ ตัวอย่างเส้นทางศึกษาธรรมชาติอันเป็นผลของการรักษาป่าและต้นน้ำอยู่ที่ เส้นทางกิ่วแม่ปาน ภายในเขตอุทยานแห่งชาติอินทนนท์

คุณตาพะโย่ ตาโร เจ้าของกาแฟต้นแรก

พี่ เมย์-ภาวิณี เกียรตากุล ผู้นำเที่ยวเฉพาะถิ่น เป็นคนนำทาง และอธิบายจุดต่างๆ ทั้ง 21 จุดระหว่างทางเดินกิ่วแม่ปาน เริ่มที่จุดที่ 1 ป่าเฟิร์นยุคโบราณอายุประมาณ 230 ล้านปีซึ่งเป็นเฟิร์นใบบางที่สุดในโลก ต่อด้วยป่าเมฆ ป่าที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกหลายเดือนจนทำให้การย่อยสลายใบไม้ยาก ไม้ที่พบมาก เช่น ก่อ หว้า กุหลาบพันปี และป่าต้นน้ำ สถานที่กำเนิดสายธารบริสุทธิ์สะอาด มีออกซิเจน ซึ่งลำห้วยทุกสายในลุ่มน้ำนี้จะไหลลงสู่แม่น้ำปิง ก่อนเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่หล่อเลี้ยงคนภาคกลางอย่างในปัจจุบัน พี่เมย์พาเดินไปเรื่อยๆ ผ่านจุดต่างๆ ทั้งป่าเมืองหนาว เฟิร์นทนไฟ จนกระทั่งถึงจุดไฮไลต์ที่ กิ่วแม่ปาน

กิ่วแม่ปาน หรือป่าสองมุมบนสันเขา ลักษณะเป็นสันบนเขา ป่าด้านนอกจะถูกแดดส่องและถูกลมปะทะแรงจนตัดยอดไม้ให้เตี้ยลง ผิดกับป่าด้านในที่ชุ่มชื้นด้วยพันธุ์ไม้ดั้งเดิม และบนนั้นยังเป็นแหล่งกำเนิดของกุหลาบพันปี พืชที่ปรับตัวเองให้เข้ากับอากาศหนาวเย็น มีดอกสีแดงสดเพื่อให้แมลงเข้ามากินน้ำหวานและผสมเกสรได้สะดวก รวมถึงเรื่องราวของสายน้ำ ยอดของสูงสุดของไทย อธิบายใจความว่า ห้วยน้ำเล็กๆ ปกคลุมด้วยป่าดิบเขา มีฝนชุก หมอกหนาตลอดปี ทำให้อากาศชื้นมาก ต้นไม้คายน้ำได้น้อย ทำให้ใบไม้ย่อยสลายช้า เกิดเป็นผ้าห่มที่ซับน้ำฝนแล้วส่งไปเก็บใต้ดินร่วนพรุน และกลายมาเป็นป่าต้นน้ำชั้นเยี่ยมที่เก็บกักน้ำไว้และปล่อยน้ำได้ทั้งปี

ภาวิณี เกียรติยากุล ไกด์ท้องถิ่นคอยอธิบายเรื่องราวของป่ากิ่วแม่ปาน

เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน มีระยะทาง 3.2 กม. ซึ่งสามารถแสดงให้ประจักษ์ถึงความเป็นมาของสายน้ำที่มีความสัมพันธ์กับป่าโดยตรง ไม่ใช่เพียงการเปิดก๊อกแล้วน้ำไหลออกมาอย่างที่เคยทำ

ทั้งสามต้นทางที่กล่าวมา ต้นทางของดอกไม้ ต้นทางของกาแฟ และต้นทางของสายธาร ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของหลายชีวิตไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ ชาวบ้าน และชาวเมือง อย่างคนรุ่นใหม่ทั้ง 20 ชีวิตในทริปเดินทางพ่อที่จะกลายเป็นต้นทางของอะไรบางอย่างในการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งให้ดีขึ้น เพราะเมล็ดพันธุ์ที่ถูกบ่มเพาะมาตลอด 2 วัน 3 คืน จะเติบโตมาเป็นต้นไม้ใหญ่พร้อมออกผลแพร่พันธุ์ และไม่ว่าใครก็สามารถมีเมล็ดพันธุ์นั้นได้ หากมองเห็น ศึกษา และเข้าใจ ก็จะพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ตามทางของพ่อ

ที่มา: โพสทูเดย์ วันที่ 10 ธันวาคม 2559

http://www.posttoday.com/travel/thailand/469614

Comment Box